
แก้ปมบาทแข็ง ! แบงก์ชาติจ่อเพิ่มความเข้มข้นคุมบัญชีเงินฝาก “น็อนเรซิเดนต์”-เทรดทองคำ หวังลดแรงเก็งกำไร หลังเรียกนักค้าเงินเข้าหารือเมื่อเร็ว ๆ นี้ ฟากแบงก์ชี้ผู้ส่งออกแห่ทำ “เฮดจิ้ง” พุ่งหลังเงินบาทหลุดแนวรับที่ 30.25 บาท หวั่นแข็งค่าเร็ว แนะ ธปท.ผ่อนคลายกฎระเบียบหนุนใช้สกุลเงินท้องถิ่นยิ่งขึ้นลดพึ่งพิงดอลลาร์
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทยรายงานว่า แม้ว่าตั้งแต่ต้นปี 2563 จนถึงปัจจุบัน (ณ 18 มิ.ย.) ภาพรวมค่าเงินบาทจะยังอ่อนค่าประมาณ 3.8% แต่พบว่า ตั้งแต่ช่วงสิ้นเดือน มี.ค.มาจนถึงปัจจุบัน ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นประมาณ 5.3% แข็งค่าเป็นอันดับ 2 รองจากค่าเงินรูเปียห์ของประเทศอินโดนีเซียที่แข็งค่า 16.4%
แหล่งข่าวนักค้าเงิน เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า แนวโน้มค่าเงินบาทที่แข็งค่าและค่อนข้างผันผวนมากขึ้น ทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กังวล และได้เรียกนักค้าเงินเข้าหารือในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งคาดว่าจะมีการออกมาตรการลดการเก็งกำไรเพิ่มเติม อาทิ การลดยอดคงค้างบัญชีเงินฝากสกุลบาทของผู้มีถิ่นที่อยู่นอกประเทศ (nonresident : NR) ทั้ง nonresident baht account for securities (NRBS) และ nonresident baht account (NRBA) เพื่อติดตามนักลงทุนต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้น หรือพักเงิน
เพื่อหวังเก็งกำไรเข้มข้นขึ้น รวมถึงควบคุมการซื้อขายทองคำ โดยจำกัดปริมาณหรือจำนวนครั้ง เพื่อแรงกดดันไม่ให้เงินบาทแข็งค่าเร็ว
อย่างไรก็ดี สิ่งที่ ธปท.ควรทำ นอกจากสนับสนุนการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน (hedging) แล้ว ยังควรส่งเสริมและผ่อนคลายกฎระเบียบในการใช้สกุลเงินท้องถิ่น (local currency) ในการซื้อขายและการทำธุรกรรมให้ง่ายขึ้นหรือเพิ่มแรงจูงใจให้ชัดเจนขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาสัดส่วนการใช้สกุลเงินท้องถิ่นในการซื้อขายเพิ่มขึ้น แต่ก็ยังมีสัดส่วนค่อนข้างน้อย แค่ราว 10% เมื่อเทียบกับสกุลเงินดอลลาร์
“ที่ผ่านมา ธปท.ก็พยายามให้ลูกค้าและธุรกิจต่างประเทศใช้ local currency มากขึ้น แต่ก็ยังมีคนทำไม่มาก ยังไปผูกกับดอลลาร์เป็นหลัก ซึ่งดอลลาร์ควบคุมยาก” แหล่งข่าวกล่าว
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน ธนาคารกรุงไทย กล่าวว่า ปัจจุบันพบว่าผู้ประกอบการส่งออกหันมาทำ hedging กันมากขึ้น เพราะเริ่มกังวลค่าเงินที่มีแนวโน้มแข็งค่า ขณะที่ผู้นำเข้าจะไม่นิยมทำ hedging มากนัก เนื่องจากแนวโน้มการนำเข้าสินค้าหายไป หรือรายที่ทำก็ป้องกันความเสี่ยงแบบค่อนข้างกระจายตัว
“ส่วนหนึ่งที่ทำให้เงินบาทแข็งค่าเร็ว มาจากการสั่งซื้ออาวุธที่ไม่สามารถทำได้ ทำให้ความต้องการดอลลาร์เพื่อชำระค่าสินค้าหายไป เพราะไม่สามารถตรวจรับของได้ จากปัญหาโควิด-19 โดยช่วงที่ค่าเงินบาทหลุด 31.50 บาทต่อดอลลาร์ แม้ว่าโควิดจะดีขึ้น แต่สหรัฐยังคงมีปัญหาอยู่ จึงอาจจะเห็นดอลลาร์อ่อนค่าได้ เราก็เตือนให้ลูกค้าทยอยทำ hedging ซึ่งผู้ส่งออกบางส่วนยังมองว่า บาทยังอ่อนได้อีก โดยเราก็ไม่คิดว่าเงินบาทจะแข็งไปถึง 31.00-30.90 บาท แต่พอเห็นหลุดแนวรับที่ 30.25 บาท ก็เริ่มเห็นผู้ประกอบการหันมาป้องกันความเสี่ยงกันมากขึ้น”
สำหรับแนวโน้มค่าเงินบาทในระยะข้างหน้า นายพูนกล่าวว่า ไตรมาส 3 เงินบาทมีความเสี่ยงที่จะกลับมาอ่อนค่าอยู่ที่ 31.50-31.75 บาทต่อดอลลาร์ และไตรมาส 4 หรือต้นปี 2564 จะเห็นเงินบาทกลับมาแข็งค่าเหมือนเดิม เนื่องจากภาคการท่องเที่ยวจะฟื้นตัว โดยคาดว่าค่าเงินบาทจะอยู่แถว ๆ 30.75 บาทต่อดอลลาร์ จากสิ้นปี 2563 ที่คาดว่าจะอยู่ที่ 31.00-31.25 บาทต่อดอลลาร์
นายตรรก บุนนาค ประธานคณะเจ้าหน้าที่ด้านโกลบอลมาร์เก็ตส์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กล่าวว่า สถานการณ์โควิด-19 ธนาคารพบว่าลูกค้าและผู้ประกอบการเอสเอ็มอีทำ hedging ค่าเงินอย่างมีวินัยมากขึ้น โดยมีการทยอยป้องกันความเสี่ยงค่าเงิน ตั้งแต่เริ่มหลุดกรอบ 31-32 บาทต่อดอลลาร์
“แม้ว่าการปิดความเสี่ยงจะไม่ได้ทำทั้งพอร์ต 100% แต่เห็นการทำเพิ่มขึ้น และไม่พบว่ามีสัญญาณการเก็งกำไรค่าเงินแต่อย่างใด” นายตรรกกล่าว
ขณะที่แนวโน้มข้างหน้า น่าจะเห็นค่าเงินบาทผันผวนมากขึ้น เป็นไปตามสถานการณ์โควิด-19 และนโยบายการเงินของธนาคารกลางประเทศต่าง ๆ อย่างไรก็ดี หากไทยเกิดการระบาดของไวรัสรอบ 2 จะเห็นสกุลเงินเอเชียอ่อนค่าได้ ดังนั้น ผู้ประกอบการควรปิดความเสี่ยงไว้ก่อน
“ก่อนหน้านี้ ธปท.เรียกไปคุยระดมสมอง ว่ามีปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้เงินบาทแข็งค่าเร็ว จะใช้มาตรการไหน เข้ามาช่วยดูแล ซึ่งมีการวิเคราะห์กัน”
นายแพททริก ปูเลีย ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงานตลาดการเงิน กลุ่มธุรกิจ wholesale banking ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า แนวโน้มการ hedging ในช่วงไตรมาส 2 ชะลอตัวจากไตรมาสแรกราว 10% เนื่องจากในช่วงต้นปีที่เงินบาทอ่อนค่า ผู้ประกอบการส่งออก-นำเข้าได้ทยอยปิดความเสี่ยงไปล่วงหน้าแล้ว ส่วนแนวโน้มในระยะ 3-6 เดือนข้างหน้า ขึ้นกับความผันผวนของค่าเงิน โดยลูกค้าอยู่ในช่วงประเมินสถานการณ์หลังโควิด และพิจารณาตัวเลขการส่งออกและนำเข้า ที่อาจจะยังไม่ได้ฟื้นตัวชัดเจน ขณะที่เงินทุนเคลื่อนย้ายไหลเข้าต่อเนื่อง ส่งผลให้ค่าเงินบาทแข็งค่า
“เรามองกรอบค่าเงินบาทสิ้นปี 2563 อยู่ที่ 31.50-32.50 บาทต่อดอลลาร์”
June 24, 2020 at 05:48AM
https://ift.tt/2Nri05r
ธปท.จ่อเพิ่มดีกรีคุมเงินฝากน็อนเรซิเดนต์-เทรดทอง - ประชาชาติธุรกิจ
https://ift.tt/3fchog5
Bagikan Berita Ini
0 Response to "ธปท.จ่อเพิ่มดีกรีคุมเงินฝากน็อนเรซิเดนต์-เทรดทอง - ประชาชาติธุรกิจ"
Post a Comment